บทที่ 9

เฮนรี่

ให้ตายเถอะ คนเราจะน่าเหลืออดและเลือดเย็นได้ขนาดนี้เชียวเหรอ?

นี่แหละที่เขาว่าหน้าตาคนเรามันหลอกลวงกันได้ ภายนอกเขาดูมีเสน่ห์และสง่างาม แต่ภายในกลับเป็นแค่ปีศาจร้ายชัดๆ

บังคับให้ผมทำงานให้เขาทั้งที่ผมไม่เต็มใจ แถมยังไล่ผมออกจากลิฟต์เฮงซวยนั่น ทั้งที่มีที่ว่างเหลือเฟือสำหรับเราสองคน ทำให้ผมต้องไปใช้ลิฟต์ส่วนรวมที่ทั้งเบียดเสียดและเหม็นหึ่งไปด้วยกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกผสมกลิ่นเหงื่อชวนอ้วกของคนอื่น

แล้วตอนนี้เขายังคาดหวังให้ผมจัดการกองเอกสารพวกนี้ให้เสร็จภายในวันนี้อีก บ้าไปแล้ว ผมจะไปทำได้ยังไง? ผมยังมีโทรศัพท์อีกเป็นตันที่ต้องโทรหา แล้วก็อีเมลอีกเพียบที่ต้องตอบกลับ ผมไม่ใช่หุ่นยนต์ส้นตีนอะไรนั่นนะเว้ย ผมเป็นคน เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ!

ผู้ชายคนนี้คือซาตานกลับชาติมาเกิดแน่ๆ ใครมาบอกเป็นอย่างอื่นผมก็ไม่เชื่อหรอก ผมมั่นใจเลยว่าเขาต้องเป็นพวกซาดิสม์ที่ได้ความสุขวิปริตจากการเห็นผมหมดหนทางและไร้ทางสู้

แคสซี่ หัวหน้าแผนกบุคคล ซึ่งเป็นผู้หญิงที่นิสัยดีมาก ได้สอนงานและอธิบายให้ผมฟังว่าที่นี่ทำงานกันยังไง โชคดีที่ผมค่อนข้างหัวไว เลยใช้เวลาไม่นานก็เริ่มเป็นงาน

ผมต้องนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ที่โต๊ะทำงานมาสิบชั่วโมงเต็มๆ เพื่อคัดกรองสายเรียกเข้า ตรวจสอบอีเมล จัดตารางการประชุม เตรียมรายงาน จัดการแผนงาน และจัดการเอกสารสำคัญสองสามอย่างให้เสร็จก่อนกำหนด

ผมมัวแต่วุ่นอยู่กับกองเอกสารจนไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว แต่พอทำเสร็จ มันก็ดึกมากแล้ว และผมก็เพิ่งตระหนักได้ว่าพนักงานคนอื่นๆ กลับบ้านกันไปหมดแล้ว

บ้าชะมัด ผมไม่มีเวลาแม้แต่จะไปทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานใหม่หรือออกไปกินมื้อเที่ยงด้วยซ้ำ ทั้งหมดนี่ก็เพราะไอ้เวรนั่นคนเดียว

พอคิดถึงเรื่องกิน ท้องของผมก็ร้องโครกครากขึ้นมาเป็นรอบที่ร้อย เพื่อเตือนย้ำอีกครั้งว่าผมควรจะหาอะไรยัดลงท้องได้แล้ว

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ หาวหวอด แล้วลุกขึ้นหอบรายงานเดินเข้าไปในห้องทำงานของเขาซึ่งอยู่ติดกับห้องของผม ผมไม่สามารถตรวจทานเอกสารเป็นตันๆ ทั้งหมดนั่นได้ภายในวันนี้หรอก แต่ผมจะทำให้เสร็จภายในพรุ่งนี้

ถึงแม้ผมจะเกลียดขี้หน้าเขา แต่ลึกๆ ผมก็แอบหวังว่าเขาจะประทับใจในผลงานของผม และไม่สั่งให้ผมเอากลับไปแก้ใหม่แม้แต่งานเดียว

ผมเคาะประตูแล้วเดินเข้าไป ผมแปลกใจที่เห็นเขานอนเอนหลังอยู่บนเก้าอี้หมุน ขาเรียวยาวและหนาของเขาพาดอยู่บนโต๊ะ ศีรษะพิงไปด้านหลัง ใบหน้าแหงนขึ้นมองเพดาน ดวงตาหลับสนิท ขณะที่ท่อนแขนล่ำสันกอดอกอยู่

ผมยืนนิ่งอึ้งและกวาดสายตามองเขาไปทั่วร่าง มองดูแผงอกของเขาที่ขยับขึ้นลงเงียบๆ ตามจังหวะการหายใจ มองดูเรือนร่างของเขาที่ดูเหมือนจะเปล่งประกายภายใต้แสงสลัวในห้องทำงาน

เขาต้องเป็นผู้ชายที่เซ็กซี่ที่สุด ไร้ที่ติที่สุด และสง่างามที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในชีวิตแน่ๆ ขนาดตอนนอนยังดูเพอร์เฟกต์ขนาดนี้เลย

พอมาคิดดูแล้ว ผมจำไม่ได้เลยว่าคืนนั้นระหว่างเรามันจบลงยังไง สิ่งเดียวที่ผมจำได้คือเขากระแทกกระทั้นเข้ามาในช่องทางของผมไม่หยุด ผมทนรับศึกหนักไปได้ประมาณสามยกก่อนจะสลบเหมือดไป

เช้าวันต่อมา ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเจ็บระบมที่ช่องทางด้านหลัง และพบว่าเขาหายตัวไปแล้ว เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่หรอกว่าเขาจะอยู่หรือไป

แต่ช่องทางของผมมันทั้งเจ็บ ทั้งบวมเป่ง และยังคงรู้สึกถึงสัมผัสของเขาที่เติมเต็มอยู่ข้างในไปอีกหลายวันหลังจากนั้น

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ผมก็ลืมเรื่องการมีอยู่ของเขาไปจนหมดสิ้น และถูกไล่ออกจากงานเก่า ซึ่งมันแปลกมากและเกิดขึ้นเร็วมาก

ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เจอเขาอีก แต่ก็นั่นแหละ เรามาอยู่ตรงนี้แล้ว ผมต้องมาติดแหง็กอยู่กับเขา จนกว่าแม็กกี้จะหายดี ตอนนี้ผมเป็นผู้ช่วยของเขา และเขาคือเจ้านายของผม โลกนี้มันช่างตลกร้ายสิ้นดี

ผมไม่รู้เลยว่าจะทนทำงานให้เขาไปได้ยังไงในเมื่อเขาเป็นซะแบบนี้

ผมถอนหายใจเบาๆ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเขา

ช่างเป็นผู้ชายที่หล่อเหลาเอาการซะจริงๆ ต่อให้ผมอยากจะปฏิเสธแค่ไหน ผมก็ปฏิเสธความดูดีเกินมนุษย์มนาของเขาไม่ได้เลย เขาเป็นผู้ชายประเภทที่คุณจะเกลียดเข้ากระดูกดำ แต่ก็ยังรู้สึกดึงดูดทางเพศด้วยอยู่ดี

เชื่อผมเถอะ นั่นเป็นแรงดึงดูดที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรู้สึกได้แล้ว

สายตาของผมเลื่อนต่ำลงไปที่เป้ากางเกงของเขา ผมยังจำขนาดแก่นกายของเขาได้ติดตา มันใหญ่โตมโหฬาร ใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย

แก่นกายของผมกระตุกวาบ มันเต้นตุบๆ ดุนดันกางเกงชั้นในอย่างแรงเมื่อผมคิดและจินตนาการถึงท่อนเนื้อของเขา

ผมสะบัดหัวไล่ความคิด

นี่ผมกำลังคิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย? ผมไม่ควรมีความคิดแบบนี้สิ ไม่ได้เด็ดขาด ผมต้องไม่คิด เขาหมั้นแล้ว แถมยังหมั้นกับผู้หญิงด้วย นั่นแปลว่าเขาเป็นไบเซ็กชวล หรือเป็นแค่เกย์ทั่วไปที่ยังไม่กล้าออกจากตู้กันแน่?

ถึงผมจะรู้สึกว่ามันยากที่จะเชื่อก็เถอะว่าผู้ชายที่ทั้งตัวใหญ่และน่าเกรงขามขนาดนั้นจะกลัวการเปิดเผยตัวตน เขาเป็นอะไรของเขากันแน่?

นายไม่ควรไปใส่ใจนะ เฮนรี่ มันไม่ใช่เรื่องของนายสักหน่อย

ใช่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องของผม ผมไม่สนหรอก ยังไงผมก็ไม่ได้กะจะอยู่ที่นี่นานนักอยู่แล้ว แม็กกี้ ผมขอให้คุณหายป่วยไวๆ นะ จะได้กลับมาทวงงานของคุณคืนและปลดปล่อยผมไปจากขุมนรกที่คุณทิ้งผมไว้ซะที

ผมต้องยอมรับเลยว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นซีอีโอนอนหลับในห้องทำงาน หมายถึง... ซีอีโอทุกคนไม่ควรจะเป็นไปตามภาพจำหรอกเหรอ? แบบว่า เป็นพวกบ้างานอะไรทำนองนั้นน่ะ

“ถ้าน้ำลายหกเสร็จแล้ว ก็วางรายงานไว้บนโต๊ะฉันได้เลย”

หัวใจของผมกระตุกวูบไปหลายจังหวะ ผมสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ เลือดสูบฉีดขึ้นบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว รายงานที่กอดไว้แนบอกแทบจะร่วงหล่นกระจายเต็มพื้น

“ผม... ผมไม่ได้น้ำลายหกสักหน่อย”

พระเจ้าช่วย ผู้ชายคนนี้รู้เสมอว่าจะทำยังไงให้ผมตกใจจนหัวใจแทบวาย เขาไม่ได้หลับอยู่หรอกเหรอ?

เขาคลายอ้อมแขนที่กอดอกออก ตวัดขาลงจากโต๊ะแล้วนั่งตัวตรง “อืม เชื่อตายล่ะ”

แก้มของผมร้อนผ่าวขึ้นมาอีก ผมกัดริมฝีปากตัวเอง ผู้ชายคนนี้ ให้ตายเถอะ

ผมเดินข้ามห้องไปที่โต๊ะของเขา แล้ววางเอกสารลงอย่างระมัดระวัง “นี่รายงานครับ”

เขาจ้องมองกองกระดาษ ก่อนจะตวัดสายตาขึ้นมามองผม “ทั้งหมดนี่เลยเหรอ?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป